ปัจจัยความเสี่ยง

12.1 ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงผู้บริหาร
จากการที่นายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลฯ มีประสบการณ์ในการบริหารโรงพยาบาลมาเป็นเวลานานและยังเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลของโรงพยาบาลฯ รวมทั้งยังเป็นแพทย์ด้านสูติ-นรีเวชที่มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญ เป็นที่รู้จักในจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง สามารถดึงดูดผู้ใช้บริการให้เข้ามารักษาพยาบาลในด้านแม่และเด็ก ซึ่งเป็นศูนย์ที่สร้างรายได้เป็นอันดับ 2 ให้กับโรงพยาบาลฯ (รวมรายได้จากศูนย์กุมารเวชและศูนย์สูติ-นรีเวช คิดเป็นร้อยละ 26.44 และร้อยละ 27.70 ของรายได้จากกิจการโรงพยาบาลในปี 2559 และในปี 2560 ตามลำดับ) รวมทั้ง บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายในการเป็นโรงพยาบาลแม่และเด็กที่ให้บริการครบวงจรในอนาคต ในขณะที่ นายแพทย์อำนาจ มีสัดส่วนในการถือหุ้นในบริษัทฯ ร้อยละ 0.75 จึงมีความเสี่ยงจากการพึ่งพิงผู้บริหารดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการที่นายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัทฯ ทำให้มั่นใจได้ว่านายแพทย์อำนาจจะยังคงเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาล และเป็นผู้อำนวยการในการบริหารงานโรงพยาบาลฯ ให้เจริญเติบโตต่อไป และด้วยชื่อเสียงดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ สามารถชักชวนแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้านแม่และเด็กมาร่วมงานกับโรงพยาบาลฯ ได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งส่งผลทำให้ศูนย์แม่และเด็กได้รับความไว้วางใจเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการจัดการบริหารอย่างเป็นระบบ และจัดให้มีคณะกรรมการชุดย่อยในด้านต่างๆ ทำให้การบริหารงานไม่พึ่งพิงผู้บริหารมากจนเกินไป รวมทั้งมีนโยบายในการบริหารงานอย่างมืออาชีพ มีการพัฒนาพนักงานของบริษัทฯ เพื่อรองรับการขยายงานอย่างเป็นระบบ

12.2 ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน
จากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจด้านสุขภาพอนามัยเพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้นและมีความต้องการด้านรักษาพยาบาลหรือตรวจสุขภาพเพิ่มมากขึ้น โรงพยาบาลต่างๆ จึงได้มีการปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว เช่น โรงพยาบาลของรัฐได้มีการให้บริการรักษาพยาบาลในรูปแบบของเอกชนเพิ่มเติม ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนมีการควบรวมเพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด และขยายการให้บริการให้ครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น รวมถึงการลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ การปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการ และการประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในการให้บริการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียงโรงพยาบาลฯ มีโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเน้นการให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไปเช่นเดียวกับโรงพยาบาลฯ หลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลมหาชัย 1 โรงพยาบาลวิชัยเวช โรงพยาบาลวิภาราม สมุทรสาคร โรงพยาบาลนครธน และโรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลแต่ละแห่งต่างมีความเชี่ยวชาญในการรักษาพยาบาลแตกต่างกัน เช่น อายุรกรรมโรคหัวใจ อายุรกรรมระบบประสาท อายุรกรรมทางเดินอาหาร เป็นต้น โดยโรงพยาบาลฯ มีความเชี่ยวชาญในด้านสูติ-นรีเวช และด้านกุมารเวชที่มีกุมารแพทย์ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงรวมทั้งมีศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉินที่ได้รับความไว้วางใจจากหน่วยกู้ชีพและมูลนิธิต่างๆ ประกอบกับ โรงพยาบาลฯ ยังได้ทำการสำรวจค่าบริการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้เคียงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าค่าบริการของโรงพยาบาลฯ สามารถแข่งขันได้ และยังมีกิจกรรมทางการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ใช้บริการเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลฯ อย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดกิจกรรม ”หนูน้อย นักคลาน” การประกวด “หนูน้อยเอกชัย” การจัดหน่วยปฐมพยาบาลในการจัดงานของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ และการจัดการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพให้กับลูกค้าคู่สัญญา รวมทั้งยังมีบริการโปรแกรมตรวจสุขภาพ โปรแกรมการรักษาพยาบาล โปรแกรมเสริมความงามที่หลายหลายครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้บริการในทุกเพศทุกวัย ทำให้โรงพยาบาลฯ มั่นใจว่าสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

12.3 ความเสี่ยงจากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์
ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดสำหรับการให้บริการทางการแพทย์ คือ บุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร เป็นต้น โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง จากการที่การแข่งขันในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถเพิ่มมากขึ้น และเกิดการดึงตัวบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถระหว่างโรงพยาบาล ซึ่งอาจทำให้โรงพยาบาลฯ มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลฯ เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดตามการเติบโตของโรงพยาบาลฯ นอกจากนี้ แพทย์เฉพาะทางซึ่งเป็นกลุ่มแพทย์ที่มีชื่อเสียง มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และเป็นแพทย์ประจำของโรงพยาบาลฯ ส่วนใหญ่ร่วมงานกับโรงพยาบาลฯ มากว่า 5 ปี โดยโรงพยาบาลฯ ได้มีการกำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม รวมถึงได้มีการตกลงช่วงเวลาออกตรวจตามความต้องการของแพทย์ ทำให้การลาออกของแพทย์ประจำของโรงพยาบาลฯ อยู่ในอัตราที่ต่ำ โดยในปี 2559 และปี 2560 ไม่มีแพทย์ประจำลาออก นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังมีการว่าจ้างแพทย์นอกเวลาเพื่อที่จะสามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้มีการสรรหาแพทย์เพิ่มเติม และส่งเสริมแพทย์ที่มีอยู่ในด้านการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในสาขาวิชาเฉพาะทางอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันต่อวิทยาการและความก้าวหน้าของวงการแพทย์
สำหรับพยาบาลนั้น โรงพยาบาลฯ ได้ให้การสนับสนุนด้านทุนการศึกษากับ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานอบรมพยาบาล-ผู้ช่วยพยาบาลอื่น ๆ ในด้านการฝึกอบรม ทำให้มีพยาบาลเข้ามาร่วมงานกับโรงพยาบาลฯ อย่างต่อเนื่อง และโรงพยาบาลฯ ยังมีนโยบายค่าตอบแทนและสวัสดิการที่แข่งขันได้ ทำให้อัตราการลาออกของพยาบาลของโรงพยาบาลฯ อยู่ในระดับต่ำเช่นกันโดยในปี 2559 อัตราการลาออกเฉลี่ยของพยาบาลประจำของโรงพยาบาลฯ คิดเป็นร้อยละ 0.71 ต่อเดือน และใน ปี 2560 อัตราการลาออกเฉลี่ยของพยาบาลประจำลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.35 ต่อเดือน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับวิทยาลัยพยาบาล เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีการจัดประชุมวิชาการ ฝึกอบรมทางการแพทย์ในด้านต่าง ๆ รวมถึงส่งบุคลากรทางการแพทย์ไปสัมมนาอบรมภายนอก เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถ ให้ทันต่อวิทยาการและความก้าวหน้าของวงการแพทย์ และจูงใจให้บุคลากรทางการแพทย์ดังกล่าวทำงานกับโรงพยาบาลฯ ต่อไป

12.4 ความเสี่ยงจากการรับชำระค่ารักษาพยาบาล
ตามจรรยาบรรณในการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ ที่จะดำเนินการรักษาพยาบาลให้แก่ผู้ใช้บริการก่อนเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีความเสี่ยงไม่สามารเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ใช้บริการได้ภายหลังการรักษา
บริษัทฯ มีการป้องกันความเสี่ยงจากการรับชำระค่ารักษาพยาบาลของลูกค้าทุกประเภท สำหรับผู้ใช้บริการที่ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน เช่น ในแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลฯ จะประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลล่วงหน้า เพื่อให้ลูกค้าทราบถึงงบประมาณ และจะมีการแจ้งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นระยะทุก 3 วันหรือเมื่อมีค่าใช้จ่ายครบทุก 20,000 บาท และให้ทยอยการชำระ ในกรณีที่เป็นลูกค้าที่ใช้สิทธิในการรักษาที่มีสัญญากับโรงพยาบาล ก็จะทำการตรวจสอบสิทธิในเบิกค่ารักษา บริษัทฯ ยังมีการให้เครดิตกลุ่มลูกค้าคู่สัญญา โดยพิจารณาจากฐานะทางการเงินของคู่สัญญาเพื่อลดความเสี่ยงในการค้างชำระและการเก็บเงิน นอกจากนี้ ในด้านการติดตามหนี้ บริษัทฯ ยังได้กำหนดนโยบายการติดตามหนี้ที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงกำหนดตัวชี้วัดของพนักงานติดตามหนี้เพื่อให้การติดตามหนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สัดส่วนลูกหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระของบริษัทฯ ลดลงจากร้อยละ 49.80 เป็นร้อยละ 48.00

12.5 ความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง
ผู้ใช้บริการทางการแพทย์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถฟ้องร้องบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การรักษาพยาบาล ตลอดจนโรงพยาบาลฯ ได้ หากเกิดความผิดพลาดหรือเกิดความไม่พอใจในการรักษา ทำให้โรงพยาบาลฯ มีความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง และอาจส่งผลกระทบถึงผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลฯ ได้
เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โรงพยาบาลฯ ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงกระบวนการในการรักษาพยาบาลให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และอุปกรณ์ที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นระหว่างการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังมีการประเมินคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจของผู้รับบริการอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยจะทำการเปิดตู้รับแบบประเมินทุกวัน เพื่อนำเข้าประชุมผู้บริหารรายวัน เพื่อตอบสนองข้อร้องเรียนที่สำคัญในทันที นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการพัฒนาบริการ (Service with a Heart) นำข้อมูลไปจัดทำแผนพัฒนาบริการประจำทุกปี เพื่อนำมาปรับปรุงการให้บริการ และยังมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee) เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังปัญหาต่าง ๆ ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การจัดการข้อร้องเรียนในความรุนแรงระดับต่าง ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วเหมาะสม พร้อมทั้งสรุปรายงานปัญหาให้ผู้บริหารทราบทุกเดือน
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 บริษัทฯ ไม่มีคดีความฟ้องร้องเกี่ยวกับการให้บริการทางการแพทย์

12.6 ความเสี่ยงจากการลงทุนในโครงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่
จากการที่บริษัทฯ มีเป้าหมายในการเป็นโรงพยาบาลเด็กอันดับหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงรองรับความต้องการห้องพักผู้ป่วยในที่เพิ่มมากขึ้น บริษัทฯ จึงมีโครงการลงทุนก่อสร้างอาคาร 5 ชั้นเชื่อมต่อกับอาคารโรงพยาบาลเดิม บนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ เพื่อเป็นศูนย์กุมารเวชแห่งใหม่ของโรงพยาบาล พื้นที่ใช้สอยรวม 7,200 ตารางเมตร และมีจำนวนเตียงผู้ป่วยใน 54 เตียง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 250 ล้านบาท ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างในไตรมาสที่ 4 ปี 2560 และคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในไตรมาสที่ 1 ปี 2562 ดังนั้น หากโครงการดังกล่าวเกิดความล่าช้า หรือมีผู้ใช้บริการน้อยกว่าที่ประเมินไว้ อาจส่งผลกระทบทำให้การดำเนินงานของบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามที่บริษัทฯ คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาในการทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ทางการตลาด และความเป็นได้ทางการเงิน ทำให้ความเสี่ยงจากการลงทุนดังกล่าวค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ บริษัทฯ คาดว่าการลงทุนโครงการก่อสร้างอาคารกุมารเวชดังกล่าวจะเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต