ฝากครรภ์

ในการฝากครรภ์สำหรับคุณผู้หญิงนั้น แท้จริงเริ่มได้ตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ โดยเริ่มได้ตั้งแต่ที่คุณผู้หญิงวางแผนจะตั้งครรภ์แล้ว  ซึ่งการปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์นั้น ก็เพื่อประเมินว่าที่คุณแม่ว่าจะต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษบ้าง เพื่อให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์คุณภาพ  โดยแพทย์จะซักประวัติโรคประจำตัวโรคทางกรรมพันธุ์ ยาที่ใช้ ประวัติการแท้ง การคลอดบุตรก่อนกำหนด เพื่อวางแผนการรักษาล่วงหน้า และสร้างความพร้อมให้เหมาะสมกับการตั้งครรภ์

แต่ในความเป็นจริง คุณผู้หญิงส่วนใหญ่มักมาฝากครรภ์ หลังจากทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว โดยควรฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์  และไม่ควรเกิน 3 เดือน หลังจากมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเป็นอย่างช้า
โดยเมื่อมาฝากครรภ์ในครั้งแรกนั้น  แพทย์จะสอบถามประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคประจำตัว ประวัติการเจ็บป่วยของครอบครัว ประวัติการเจ็บป่วยของสามี ยาที่ใช้อยู่หรือใช้เป็นครั้งคราว รวมถึงการทดสอบการตั้งครรภ์  และอื่นๆ ได้แก่

  • การตรวจร่างกาย
  • แพทย์จะวัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก ตรวจปัสสาวะตรวจภายในเพื่อวัดขนาดของมดลูกเพื่อประเมินอายุครรภ์ ตรวจวัดความกว้างของช่องเชิงกรานว่ากว้างพอจะคลอดเองได้หรือไม่ รวมถึงการตรวจหามะเร็งปากมดลูก
  •  การตรวจวินิจฉัยอย่างอื่น
  • CBC เพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และดูกลุ่มเลือด ถ้าซีดแพทย์จะให้ยาบำรุงเลือด
  • ดูกลุ่มเลือด Rhesus (Rh)
  • ตรวจดูว่ามีภูมิต่อโรคหัดเยอรมัน
  • ตรวจดูว่ามีภูมิต่อโรคไวรัสตับอักเสบ บี
  • ตรวจดูว่ามีภูมิต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่นโรคซิฟิลิส
  • ตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีโรคไต หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือไม่

 

IMG_7153_resized

 
ตารางการตรวจสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์

 อายุครรภ์  การตรวจทางห้องปฏิบัติการเมื่อมีข้อบ่งชี้
 ฝากครรภ์ครั้งแรก - CBC
- Rh group
- ภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดเยอรมัน
- ภูมิคุ้มกันต่อโรคไวรัสตับอักเสบ บี
- ภูมิคุ้มกันต่อโรคเอดส์
- ภูมิคุ้มกันต่อโรคซิฟิลิส
- ตรวจปัสสาวะ การตรวจปัสสาวะหาโรค
- ตรวจภายใน
 8-18 สัปดาห์ - Ultrasound
- alpha-fetoprotein
- amniocentesis | chorionic villi sampling
- ครรภ์เป็นพิษ
 24-48 สัปดาห์ - CBC
- ตรวจเบาหวาน
 32-36 สัปดาห์ - Ultrasound
- syphilis
- CBC
- Fetal health monitor
 การตรวจพิเศษ - HIV
- Thalassemia
 การตรวจขณะคลอด  การตรวจวัดการเต้นหัวใจเด็ก

สิ่งที่ควรถามเมื่อไปฝากครรภ์

  • กำหนดคลอดจะถึงเมื่อไหร่ เพื่อคุณแม่จะได้เตรียมตัวให้พร้อม
  • อาหารการกิน จากการวิจัยพบว่า อาหารการกินส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักและสุขภาพโดยรวมของทารก
  • ต้องเสริมกรดโฟลิกหรือไม่ อย่างไร เพราะกรดโฟลิกช่วยสร้างอวัยวะโดยเฉพาะบริเวณสันหลังให้สมบูรณ์
  • ยาชนิดใดเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์บ้าง การกินยาขณะตั้งครรภ์คุณแม่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ก่อนใช้ยาต้องสอบถามคุณหมอทุกครั้งแม้จะเป็นยาที่เคยใช้ประจำก็ตาม
  • ออกกำลังกายแบบใดได้บ้าง คุณแม่ที่สนใจการออกกำลังกาย ควรปรึกษาจากคุณหมอ
  • จะต้องมาตรวจครั้งต่อไปเมื่อไร เพื่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ ต้องมาพบคุณหมอสม่ำเสมอตามนัด
  • ต้องตรวจอะไรบ้าง สุขภาพ อายุ โรคประจำตัว ฯลฯ ของคุณแม่แต่ละคนก็แตกต่างกันไป ควรสอบถามคุณหมอให้แน่ชัดว่าต้องตรวจอะไรบ้าง
  • อัลตราซาวนด์ต้องตรวจหรือไม่ ส่วนใหญ่คุณหมอจะแนะนำให้อัลตราซาวนด์เพื่อดูการเติบโตของทารกในครรภ์และกำหนดอายุครรภ์ และในกรณีที่จำเป็น เช่น ตั้งครรภ์แฝด หรือคุณแม่มีความเสี่ยงสูง
  • สิทธิที่คุณแม่ควรได้รับ หรือสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ต่อคุณแม่ เช่น ค่าลดหย่อนในการตรวจครรภ์ การออกใบรับรองแพทย์เพื่อหยุดงานพักงาน ฯลฯ ควรบอกให้คุณหมอทราบด้วย
  • สิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และทารก เช่น เชื้อโรคจากแมว ควันบุหรี่ การติดเชื้อที่ทำให้แท้งบุตร พิษจากสารเคมี ฯลฯ เลี่ยงอย่างไรให้ปลอดภัย คุณหมอจะให้คำปรึกษาแนะนำได้
  • คลอดเองได้หรือไม่ คุณแม่ควรยืนยันแสดงการความตั้งใจให้ชัดเจน

การแจ้งความผิดปกติกับแพทย์

  • เลือดหรือน้ำออกจากช่องคลอด
  • บวมหน้าและนิ้ว
  • ปวดศีรษะอย่างมาก
  • คลื่นไส้อาเจียนไม่หาย
  • มึนงง
  • ตามองไม่ชัด
  • ปวดท้องหรือตะคริวหน้าท้อง
  • ไข้สูงหนาวสั่น
  • เด็กดิ้นน้อยลง
  • ปัสสาวะออกน้อยลง
  • การเจ็บป่วยอื่นๆ

 

“การฝากครรภ์” สำคัญมากสำหรับคุณแม่ เพราะการฝากครรภ์นั้นก็เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่และทารกในครรภ์มีสุขภาพดี แข็งแรงตลอดการตั้งครรภ์ หากมีปัญหาหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในระหว่างนั้น คุณแม่จะได้รีบปรึกษาคุณหมอและเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

View our Specialists in our Obstetrics Doctors Page