การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า (Total Knee)

โรคข้อเข่าเสื่อม

เกิดจากการที่กระดูกอ่อนซึ่งทำหน้าที่ปกป้องและเป็นตัวดูดซับแรงกระแทกในข้อเข่า มีการสึกหรอและเสื่อมสภาพลง หากกระดูกอ่อนนี้เสียหายเป็นพื้นที่กว้าง กระดูกในข้อเข่าจะเสียดสีกันเอง ทำให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวด

โครงสร้างของข้อเข่า    ประกอบด้วยปลายกระดูก 2-3 ชิ้นยืดติดกันด้วยเอ็นยืดระหว่างข้อ บางข้ออาจมีเอ็นยึดภายในข้อส่วนปลายกระดูกจะเป็นส่วนของกระดูกอ่อนที่มีความหนา ความแข็งแรง เป็นมันผิวเรียบ ภายในข้อมีของเหลวเล็กน้อย และยังมีเนื้อเยื่อพิเศษบุภายใน เพื่อเสริมความมั่นคงโดยเฉพาะข้อสะโพก ข้อเข่า ที่ช่วยในการรับน้ำหนัก

หน้าที่ของข้อเข่า

  • เคลื่อนไหวจากการดึงของกล้ามเนื้อ
  • รับน้ำหนัก
  • ข้อเสื่อมเป็นภาวะหรือโรคเรื้อรังที่เกิดจากเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของข้อต่อจากเดิมที่เป็นปกติ

สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม

  • พันธุกรรมและความผิดปกติแต่กำเนิดบางชนิด เช่น ขาหรือเข่าผิดรูป
  • อายุและเพศ โดยเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของกระดูกอ่อนก็ลดลง นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปจะมีแนวโน้มของการเกิดข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าผู้ชายที่อายุเท่ากัน
  • น้ำหนักตัวมาก (BMI มากกว่า 23 กก./ม.2)
  • ประวัติการบาดเจ็บที่ข้อเข่า ซึ่งส่งผลให้มีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมได้สูง โดยอาจเป็นผลจาก
    –  การบาดเจ็บ โดยถึงแม้ร่างกายจะมีการซ่อมแซมตัวเองหลังการบาดเจ็บ
    โครงสร้างข้อเข่าก็อาจไม่แข็งแรงเหมือนเดิม
    –  ได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง
  • การใช้ข้อเข่าหักโหมซ้ำๆ หรือท่าทางบางอย่างที่ต้องงอเข่ามากเกินไป เช่น การคุกเข่า หรือนั่งยองๆ ซึ่งทำให้เข่าต้องรับแรงกดสูงกว่าปกติเป็นเวลานานหรือบ่อยครั้ง
  • โรคไขข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เกาต์ ส่งผลให้กระดูกอ่อนถูกทำลายจนกระทั่งหมดไป ทำให้เกิดอาการปวดและข้อติดแข็งตามมา

อาการของโรคข้อเสื่อม

  • ระยะเริ่มแรก ที่สำคัญคืออาการปวดบวมแดงร้อนของข้อ อาการปวด อักเสบดังกล่าว เป็นสัญญาณเพื่อเตือนให้ลดการใช้งานลง ให้ข้อได้พักอาการอักเสบจะได้ทุเลาลง ถ้ายังคงใช้งานต่อข้ออาจมีของเหลวเพิ่มขึ้น เมื่อตรวจจะพบข้อบวมมากขึ้น
  • ระยะปานกลาง  เมื่อกระดูกอ่อนเริ่มมีการสึกกร่อน ข้อจะมีอาการอักเสบภายหลังการใช้งาน กล้ามเนื้อเริ่มปวดเมื่อย อ่อนแรง ข้อเริ่มโค้งงอ ที่เห็นชัดเจน คือ ข้อเข่าที่เริ่มโค้งงอมากขึ้นพิสัยการเคลื่อนไหวเริ่มติดขัดเหยียดงอไม่สุดเหมือนปกติ
  • ระยะรุนแรง  เมื่อกระดูกอ่อนสึกกร่อนมากขึ้น ข้อจะเริ่มหลวมไม่มั่นคง ข้อหนาตัวขึ้นจากกระดูกงอกหนา ข้อโก่งงอ ผิดรูปชัดเจน เวลาเดินต้องกางขากว้างมากขึ้น เพิ่มเสริมความมั่นคงกล้ามเนื้อรอบข้อที่ลีบเล็กลง ขณะลุกขึ้นจากท่านั่งจะมีอาการปวดที่รุนแรง

การรักษาโรคข้อเสื่อมเบื้องต้น

  1. ประคบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งเมื่อข้อเกิดการอักเสบ
  2. การลดน้ำหนักตัวเพื่อลดน้ำหนักที่มากระทำกับข้อเข่า ลดการใช้งานของข้อเข่า เครื่องพยุงข้อหรือใช้ไม้เท้าช่วยเดินขณะเกิดการอักเสบ
  3. บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ
  4. หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่อาจทำให้กระดูกหักผ่านข้อ เอ็นยึดข้อฉีกขาด ข้อแพลง เป็นต้น
  5. การรักษาโดยการใช้ยา
  6. การใช้อุปกรณ์พยุงเข่าและใช้ไม้เท้าช่วยเดิน อุปกรณ์พยุงข้อเข่า แบบล็อกเข่า พยุงร่วมกับลูกสะบ้า
  7. การรักษาโดยการผ่าตัด

ท่าบริหารสำหรับออกกำลังกาย

ควรใช้พวกแรงต้านในการออกกำลังกายเพื่อทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น เช่น ยางยืดหรือ ถุงทราย

Untitled
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

การรักษาที่ไม่ใช่การผ่าตัด

ช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้เข่าเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ได้แก่

  • ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ได้แก่ รับประทานอาหารที่เหมาะสมเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ออกกำลังกายชนิดส่งแรงกระแทกข้อเข่าน้อยเป็นประจำ เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดิน เพื่อส่งเสริมให้ข้อเข่าแข็งแรงขึ้น
  • ลดน้ำหนักหากมีน้ำหนักตัวมากเกินไป เพื่อลดแรงกดบนข้อเข่า
  • รับประทานยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
  • กายภาพบำบัด
  • ใช้แผ่นรองด้านในรองเท้าและสนับเข่า เพื่อช่วยพยุงและลดแรงกระทบต่อเข่า

2การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total Knee Arthroplasty)

ความหมาย

การผ่าตัดที่ใช้ในการรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมขั้นรุนแรงโดยการนำเอาส่วนผิวข้อเข่าที่เสื่อมแล้วออกไป แล้วทดแทนด้วย ผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด ทั้งส่วนของกระดูก Femur, Tibia และ Patella

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

เนื่องจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นการผ่าตัดเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยสามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการปวดทรมาน สามารถเดินขึ้นและ ลงบันไดได้ดีขึ้น ระยะทางที่เดินได้ไกลมากขึ้น  รวมถึงรูปร่างของข้อเข่าดูสวยงามขึ้น แต่เนื่องจากข้อเข่าเทียม มีอายุใช้งานโดยเฉลี่ยประมาณสิบกว่าปี แล้วจะหลุดหลวม ซึ่งจำเป็นต้องทำผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าใหม่อีกครั้ง จึงมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม ดังนี้

  1. ผู้ป่วยสูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคข้อดังกล่าวในระยะปานกลางและท้ายซึ่งมีอาการปวด ขัดมาก รักษาโดยใช้วิธีทานยา กายบริหาร  ใส่เครื่องช่วยพยุง  และจำกัดกิจกรรม  แล้วไม่ได้ผล
  2. อาการข้อเข่าโก่งผิดรูป หรือเหยียดงอได้น้อยกว่าปกติ ที่ตรวจพบว่าเกิดร่วมกับข้อเข่าเสื่อมและมีอาการปวด ขัด
  3. ผู้ป่วยอายุน้อยตั้งแต่ 60 ปีลงมาที่มีโรคข้อเสื่อมมากจากเคยมีกระดูกหักหรือเหตุต่างๆของข้อมาก่อน ที่มีอาการปวด ขัด เป็นมากรักษาวิธีอื่นๆแล้วไม่ได้ผล  และไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม   โรคข้ออักเสบต่างๆเช่น รูมาตอยด์ เก๊าท์ เอสแอลอี เป็นต้น ที่มีอาการปวด ขัด เป็นมาก รักษาวิธีอื่นๆแล้วไม่ได้ผล

ข้อห้ามการทำผ่าตัดข้อเข่าเทียม

1. ข้อเข่าอักเสบติดเชื้อ
2. ข้อเข่าเสื่อมแบบมีความผิดปกติของการรับรู้อาการปวด

ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ชนิดหนึ่ง อาจทำให้เกิดข้อแทรกซ้อนจากการผ่าตัด  หรือผลกระทบจาก การผ่าตัด ซึ่งไม่ต่างจากการผ่าตัดใหญ่ทั่วๆไป แต่เนื่องจากการผ่าตัดชนิดนี้เป็นการผ่าตัดที่นัดหมายเวลาได้ จึงทำให้ในปัจจุบันนี้ มีการควบคุมตัวแปรต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดข้อแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเป็นอย่างดีก่อนการผ่าตัด ทำให้ข้อแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าเทียมในปัจจุบันพบได้น้อยมาก ข้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

  1. การติดเชื้อของแผลผ่าตัด
  2. ความไม่มั่นคงของข้อ ข้อเทียมหลุดหลวม
  3. กระดูกหักบริเวณรอบๆข้อเทียม
  4. ข้อเทียมชำรุด หรือ หัก
  5. แนวขาผิดปกติหลังการผ่าตัด
  6. เส้นประสาททำงานผิดปกติ
  7. เส้นเลือดฉีกขาด
  8. ลิ่มเลือดอุดตันที่ขา
  9. ขายาวไม่เท่ากัน
  10. งอข้อเข่าไม่ได้เท่าที่ควร

ผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดข้อแทรกซ้อนได้สูงกว่าคนทั่วไป

  1. ผู้ป่วยที่มีโรคทางอายุรกรรมที่ควบคุมไม่ดี เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน
  2. ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมากเกิน 102 กิโลกรัม
  3. ผู้ป่วยที่มีกระดูกบางมาก หรือกระดูกมีขนาดเล็กมาก

วิธีการผ่าตัด

แพทย์จะเปิดแผลผ่าตัดบริเวณหัวเข่ายาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร เมื่อเปิดเข้าข้อแล้ว แพทย์จะผ่าตัดเอาผิวกระดูก ส่วน ต้นขา ออกหนาไม่เกิน 9-10 มิลลิเมตร และผิวกระดูกส่วนหน้าแข้งออกหนาไม่เกิน 10 มิลลิเมตร และผิวกระดูกสะบ้าออก ประมาณ ไม่เกิน 8 มิลลิเมตร กระดูกที่เอาออกมาจากทั้ง 3 ส่วนนั้น เป็นส่วนที่เป็นผิวของข้อเข่าที่เสื่อมสภาพ ถ้าเปรียบกับพื้นบ้าน ก็คง เหมือนกับการที่เราเอากระเบื้องปูพื้นที่สึกหรือชำรุดออก แล้วเตรียมพื้นบ้านใหม่ จากนั้นก็ปูกระเบื้องชุดใหม่เข้าไปแทน

ไม่เพียงแต่เอากระดูกที่เสื่อมออก การผ่าตัดยังมีความละเอียดกว่านั้นคือ แพทย์จะต้องปรับความตึงหรือหย่อนของเนื้อเยื่อ รอบข้อเข่า เพื่อให้ขาดูรูปร่าง ปกติ ไม่โก่งผิดรูป และยังต้องตั้งตำแหน่งการวางผิวข้อเทียมให้ถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนนี้เปรียบเสมือน การตั้งศูนย์ล้อของรถยนต์ ตำแหน่งที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วย เดินได้ดี และข้อเข่าเทียมจะมีความทนทาน ซึ่งขั้นตอนนี้ ต้องอาศัย แพทย์ที่มีความชำนาญ หรือมีประสบการณ์สูง หรือควรมีอัตราการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าขั้นต่ำ ในแต่ละปีมากกว่า 30 รายขึ้นไป ซึ่งแพทย์ที่ชำนาญจะสามารถหาจุดอ้างอิงต่าง ๆ บนกระดูกข้อเข่าได้อย่างง่าย และแม่นยำ จากนั้นก็ประกอบเครื่องมือ ที่ใช้ในการ ตัดกระดูก ซึ่งมีการกำหนดค่ามุมในท่าเหยียด งอข้อเข่า และขนาดของข้อเทียมที่เหมาะสม นอกจากนั้นแล้ว แพทย์ยังต้องตรวจสอบ ดูการ เคลื่อนไหวของข้อให้ได้ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยคนนั้นๆด้วย

โดยทั่วไปผิวข้อเทียมที่ใส่เข้าไปนั้นจะมีความหนา และมีขนาดใกล้ เคียงกับผิวกระดูกส่วนที่ถูกตัด ออกไป และการที่แพทย์ ใช้สารยึดกระดูก ในการยึดผิวข้อเทียมกับกระดูกจะทำให้การยึดติดของข้อเทียมกับกระดูกมีความแข็งแรงมาก จนสามารถให้ผู้ป่วย เดินลงน้ำหนักได้หลังจากการผ่าตัดอย่างรวดเร็ว

ขอบคุณที่มา : http://www.firstphysioclinic.com/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์กระดูกและข้อ

โรงพยาบาลเอกชัย โทร. 1715 หรือ 034-417-999 ต่อ 132

View  our Specialists in our Orthopaedic Doctors page