fbpx

Blog

//Blog

ดนตรีบำบัดสำหรับเด็ก

2019-12-02T15:19:32+07:00

ดนตรีบำบัดคืออะไร? ดนตรีบำบัด เป็นการใช้กิจกรรมดนตรีไม่ว่าจะเป็น การร้องเพลง เล่นเครื่องดนตรี วิเคราะห์เนื้อเพลง เต้นประกอบเพลง และกิจกรรมดนตรีอื่น ๆ อีกมากมาย มาส่งเสริมทักษะต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ด้านร่างกาย ด้านสังคม ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านการสื่อสาร และด้านสติปัญญา ดนตรีบำบัดไม่ใช่การเรียนการสอนดนตรี ผู้รับบริการไม่จำเป็นต้องมีทักษะดนตรีมาก่อน ดังนั้นดนตรีบำบัดจึงเหมาะกับคนทุกช่วงอายุ อาการ และระดับความสามารถ โดยนักดนตรีบำบัดที่จบด้านดนตรีบำบัดโดยตรงจะเป็นผู้ประเมิน และวางแผนกิจกรรมดนตรีบำบัดให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้รับบริการแต่ละบุคคล ดนตรีบำบัดสำหรับเด็ก? นักดนตรีบำบัดจะทำการประเมิน และเลือกใช้ดนตรี หรือกิจกรรมดนตรีที่เหมาะสมที่สุดกับเด็ก โดยคำนึงถึงความต้องการเฉพาะบุคคล ซึ่งประโยชน์ของดนตรีที่มีต่อเด็ก ๆ ได้แก่ o ดนตรีจะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสต่าง ๆ ในแต่ละช่วงวัยของเด็ก o ดนตรีช่วยสร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจในการเข้ารับการบำบัดด้วยความสนุกสนาน o ดนตรีให้ความรู้สึกปลอดภัยในการเข้ารับบริการ o ดนตรีบำบัดช่วยกระตุ้นทักษะทางด้านสติปัญญา ความคิด และความจำ o ดนตรีบำบัดช่วยให้เด็ก ๆ จัดการกับความเครียด และความกังวลที่เกิดขึ้นได้ o ดนตรีบำบัดช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม [...]

ดนตรีบำบัดสำหรับเด็ก 2019-12-02T15:19:32+07:00

ออฟฟิตซินโดรม คืออะไรนะ

2019-11-20T15:59:01+07:00

office syndrome คืออะไรนะ?? ถ้าไม่ทำงานใน office จะเป็นได้มั้ยนะ จริงๆ office syndrome คือกลุ่มอาการที่มักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องอยู่ท่าเดิมๆ เป็นระยะเวลานาน เช่น นั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือทำท่าซ้ำๆต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเกิดอาการได้หลากหลายระบบ เช่น กระดูกกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท เป็นต้น แต่อาการที่พบบ่อยและก่อให้เกิดความไม่สุขสบายมากที่สุดคือ อาการปวดเมื่อย โดยเฉพาะบริเวณ คอ บ่า ไหล่ ซึ่งเรียกอีกชื่อว่ากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อเยื่อและพังผืด (myofascial pain syndrome) บางครั้งถ้าเป็นเรื้อรัง กล้ามเนื้อที่เกร็งตัวนี้อาจจะกดทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการชา หรืออ่อนแรงได้อีกด้วย จะป้องกันภาวะนี้ได้อย่างไร หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นดังที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น จึงควรมีการเปลี่ยนอิริยาบทสม่ำเสมอเมื่ออยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อย่างน้อยๆทุกๆ 1 ชั่วโมง ยืดกล้ามเนื้อเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น รวมไปถึงออกกำลังกายอย่างเหมาะสม สม่ำเสมอ ปรับสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับสรีระ เช่น ปรับระดับความสูงของโต๊ะ เก้าอี้ ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ระดับสายตา ถ้าสงสัยว่าเป็นภาวะนี้ จะทำอย่างไร ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกล้ามเนื้อ เช่นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู [...]

ออฟฟิตซินโดรม คืออะไรนะ 2019-11-20T15:59:01+07:00

ธาราบำบัด สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

2019-11-12T08:50:49+07:00

ธาราบำบัด (Hydrotherapy) คืออะไร เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการรักษาของเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยใช้คุณสมบัติของน้ำช่วยพยุงร่างกาย ทำให้ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก ลดการบาดเจ็บของข้อต่อ และกล้ามเนื้อ ช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและง่ายขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังได้เป็นอย่างดี โดยมักจะใช้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเกิดผลกระทบในการออกกำลังตามปกติ  เช่นกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเด็กพิเศษ กลุ่มโรคพิเศษ เป็นต้น เนื่องจากน้ำจะช่วยในการทรงตัว ส่งผลให้เพิ่มความมั่นใจในการเคลื่อนไหว  กล้าเคลื่อนไหวมากขึ้น ปลอดภัย และร่างกายผ่อนคลาย ข้อดีของ ธาราบำบัด สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ช่วง อายุครรภ์ 13-24 สัปดาห์ มักจะมีอาการปวดหลังส่วนล่าง เนื่องจากครรภ์ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉียบพลัน ส่งให้เกิดอาการปวดเข่าและขาทั้ง 2 ข้าง จากการต้องรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และมักมีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้า  ซึ่งธาราบำบัดช่วงนี้ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและหลัง ส่งผลให้สามารถรับน้ำหนักของร่างกายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ และยังสร้างความผ่อนคลาย ทำให้ร่างกายสดชื่น หญิงตั้งครรภ์ช่วงอายุครรภ์ 24-38 สัปดาห์ จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาก ทำให้รู้สึกอึดอัด หายใจสั้นตื้น หายใจไม่อิ่ม รู้สึกอ่อนเพลีย จากการนอนที่ไม่มีคุณภาพ มือเท้าบวม  การไหลเวียนเลือดไม่สะดวก กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยการทำธาราบำบัดช่วงนี้ จะช่วยอาการเครียด วิตกกังวล เพิ่มความผ่อนคลาย [...]

ธาราบำบัด สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 2019-11-12T08:50:49+07:00

โรคเบาหวาน

2019-10-15T17:22:29+07:00

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM) เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดปริมาณมาก หากปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะทำให้อวัยวะต่างๆ เสื่อม เกิดโรคและอาการแทรกซ้อนขึ้น สถิติการพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้ยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ต้องมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องถึงภัยร้ายของโรค เพราะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนลุกลามใหญ่โตจนต้องสูญเสียอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย อาการของโรคเบาหวาน โรคเบาหวานในระยะแรกจะไม่แสดงอาการผิดปกติ บางรายอาจตรวจพบโรคเบาหวานเมื่อพบภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว อาการของโรคเบาหวานแต่ละชนิดอาจมีความคล้ายกัน ซึ่งอาการที่พบส่วนใหญ่ คือ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลียไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยง่าย น้ำหนักลดผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด รู้สึกเหนื่อยง่าย มีบาดแผลหายยาก เป็นต้น การรักษาโรคเบาหวาน การรักษาผู้ป่วยเบาหวานในประเภทที่ 1 จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปทดแทนในร่างกายด้วยการฉีดยาเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกายที่เหมาะสม ในขณะที่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 หากเป็นในระยะแรกๆ สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลัง และควบคุมน้ำหนัก หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจให้ยาควบคู่ไปด้วยหรือฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทนเช่นเดียวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรเข้าฝากครรภ์กับแพทย์ตั้งแต่ในระยะแรก พร้อมทั้งควบคุมอาหารที่รับประทานและออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดแผลเบาหวานขึ้นที่เท้า แพทย์อาจให้ผู้ป่วยใส่อุปกรณ์ป้องกันแผล เช่น [...]

โรคเบาหวาน 2019-10-15T17:22:29+07:00

วิกฤติฝุ่น PM2.5

2019-10-02T14:22:07+07:00

วิกฤติฝุ่น PM2.5 สร้างความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพทางเดินหายใจให้กับคนไทย และในความกังวลว่าจะมีชีวิตรอดอย่างไรในวิกฤตินี้ จะหายใจอย่างไรเพราะทุกลมหายใจคือการนำฝุ่นผง เข้าสู่ร่างกาย สร้างความระคายเคือง ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ พบกับวิธีการใช้ชีวิตให้ปลอดฝุ่น ปลอดโรค จาก ศ.เกียรติคุณ นพ.บุญเจือ ธรณินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ โรงพยาบาลเอกชัย ฝุ่นมีมานานหรือยังคะคุณหมอ ฝุ่นมีอนุภาคประกอบไปด้วย 2 ส่วน ส่วนนึงคือ ฝุ่นที่ไม่มีชีวิต พวกแร่ธาตุต่างๆ อีกฝุ่นนึงคือพวกเชื้อโรคต่างๆ พวกแบททีเรียต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดโรคขึ้น ฝุ่นมีมานานมากแล้ว และพบในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฝุ่นมีขนาดเล็กจะมีอันตรายมากกว่าฝุ่นขนาดใหญ่กว่า ฝุ่นแต่ละประเภทต่างกันยังไงระหว่าง  pm 2.5 กับ pm 10 ฝุ่นมีหลายขนาดถ้าฝุ่นมีขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่ 10  ไมครอนขึ้นไปส่วนใหญ่แล้วจะถูกกรองโดยผ่านระบบป้องกันของจมูกและหลอดลมทำให้ไม่สามารถไปสู่บริเวณที่ลึกได้ 10 ไมครอน น่าจะมีปัญหาบ้างในกรณีที่เข้าไปสู่หลอดลมส่วนต้นทำให้เกิดอาการภูมิแพ้อาการอักเสบของหลอดลม แต่ฝุ่น 2.5 เข้าไปลึกได้โดยจนถึงถุงลมซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายได้มากกว่า การที่ฝุ่น 2.5 เข้าไปลึกถึงถุงลม จะมีผลต่อ 2 ระบบสำคัญของร่างกาย ระบบที่ 1 คือระบบทางเดินหายใจ ระบบที่ [...]

วิกฤติฝุ่น PM2.5 2019-10-02T14:22:07+07:00

โรคฮิต!!! ปอดอักเสบ จากฮิวแมนเมตานิวโมไวรัส (hMPV)

2019-09-17T10:22:43+07:00

โรคฮิต!!! ปอดอักเสบ จากฮิวแมนเมตานิวโมไวรัส (hMPV) ติดต่อผ่านทาง น้ำมูก น้ำลาย ไอ จาม อาการของโรค มีตั้งแต่คล้ายไข้หวัด จนถึงหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ การรักษาตามอาการของผู้ป่วย โดยวิธี เช่น ดูดเสมหะ พ่นยา ให้สารน้ำทางหลอดเลือด (ถ้ามีภาวะขาดสารน้ำในร่างกายร่วมด้วย) ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรค hMPV ระบาด ในช่วงฤดูฝน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงไปสถานที่ชุมชนที่มีจำนวนคนเยอะ วิธีป้องกัน ควรล้างมือบ่อยๆ ลดโอกาสสัมผัสโรค ______________________________________ ศุนย์กุมารเวช รพ.เอกชัย โทร.1715 ต่อ 221, 222

โรคฮิต!!! ปอดอักเสบ จากฮิวแมนเมตานิวโมไวรัส (hMPV) 2019-09-17T10:22:43+07:00

คำแนะนำสำหรับเด็กแพ้อาหาร

2019-09-11T14:02:54+07:00

เด็กๆ จำป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แต่อาหารบางชนิดก็ทำให้เด็กแพ้ได้ อาทิเช่น อาหารที่มีส่วนประกอบของนมวัว  นม UHT นมข้นจืด นมข้นหวาน ชีส  อาหารประเภทครีม เช่น Whipped cream, Sour cream  เครื่องดื่มผสมนมและไอศกรีม  เนย ไขมันเนย  โยเกิร์ต คาราเมล คัสตาร์ด พุดดิ้ง ช็อกโกแลต Nougat  อาหารที่มีส่วนประกอบของโปรตีนเวย์ (whey) หรือ เคซีน (casein)  สารประกอบ caseinate เช่น calcium caseinate, iron caseinate, zinc caseinate  น้ำตาลแล็กโทสและแล็กทูโลส อาหารที่อาจมีการปนเปื้อนของนมวัว  เนื้อวัวและไส้กรอก  มาร์การีน (margarine)  ขนมปังและขนมอบ  ซุปและผงซุปพร้อมดื่ม  ซีเรียลผง  ลูกอม ขนมขบเคี้ยว  ข้าวมันต่างๆ  สารแต่งกลิ่นธรรมชาติและกลิ่นสังเคราะห์ (natural and artificial flavorings) [...]

คำแนะนำสำหรับเด็กแพ้อาหาร 2019-09-11T14:02:54+07:00

30+ ขึ้นไป ควรตรวจอะไรเพิ่ม

2019-08-14T09:22:36+07:00

Mammogram เต้านม  เป็นการตรวจทางรังสี สามารถเห็นจุดหินปูนในเต้านม หรือก้อนเนื้อขนาดเล็ก ซึ่งในบางครั้ง มะเร็งเต้านม อาจมีขนาดเล็กมาก คลำก็ไม่พบ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก  ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองปากมดลูกด้วยการตรวจภายใน ทุก 1 ปี แม้ว่าจะเคยหรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องทั้งหมด  ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป เป็นการตรวจดูอวัยวะในช่องท้องทั้งหมด เช่น ตับ ตับอ่อน ม้าม ถุงน้ำดี ไต มดลูก รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ ไส้ติ่ง เป็นต้น  ตรวจความหนาแน่นกระดูก  การตรวจหา โรคกระดูกพรุน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกเปราะและแตกหักง่ายโดยเฉพาะในผู้หญิง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงหรือสูญเสียแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก ผู้หญิงวัย  30 ปี ขึ้นไป ควรตรวจเช็คความหนาแน่นของกระดูกเพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพต่อไป

30+ ขึ้นไป ควรตรวจอะไรเพิ่ม 2019-08-14T09:22:36+07:00

การครอบแก้ว

2019-07-10T08:53:48+07:00

คือการใช้แก้วที่ถูกทำให้เกิดภาวะสูญญากาศ โดยอาศัยความร้อนครอบลงไปบนผิวหนังตำแหน่งที่ต้องการบำบัดโรคเพื่อกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย เนื่องจากศาสตร์ทางแพทย์แผนจีนนั้นเชื่อว่าโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆ มีสาเหตุมาจากร่างกายเกิดการสะสมของสารพิษมาเป็นระยะเวลานาน เมื่อนำแก้วที่ครอบออกสีผิวจะเปลี่ยนไปและมีรอยเกิดขึ้นนั่นหมายถึงเลือดเสียและสารพิษในร่างกายได้ถูกดูดออกมาที่บริเวณผิวหนังและจะถูกกำจัดในเวลาต่อมาโดยต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังนั่นเอง ในทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายหลักการของการครอบแก้วได้ว่า เมื่อกล้ามเนื้อตึงหดเกร็งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามจะทำให้เราเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อที่หดเกร็งนี่เอง จะไปบีบรัดให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆใต้ผิวหนังบริเวณนั้นไหลเวียนเลือดไม่สะดวกและเกิดเลือดคั่ง(bloodclot)ที่ส่วนปลายของเส้นเลือดฝอย การครอบแก้วใช้หลักการทางสุญญากาศดูดให้ผิวหนังตึงซึ่งจะทำให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ที่มีเลือดคั่งเหล่านั้น แตกออกเพื่อปรับความดันในเส้นเลือดฝอยเลือดที่เคยคั่งอยู่จะไหลไปอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เราเห็นเป็นรอยจ้ำแดงๆเลือดจากบริเวณอื่นก็จะไหลเวียนมาแทนที่ส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นรอยแดงเหล่านี้จะถูกร่างกายกำจัดออกผ่านกระบวนการกำจัดของเสีย ส่วนเส้นเลือดฝอยที่แตกนั้นร่างกายก็สามารถซ่อมแซมตัวเองได้เช่นกันหลังจากครอบแก้ว 5-7 วันรอยจ้ำรอยแดงเหล่านี้ก็จะค่อยๆหายไปในที่สุด การครอบแก้วมี4ประเภท 1. การครอบแก้วแบบครอบทิ้งไว้บนผิวหนังคือการครอบแก้วแบบคาทิ้งไว้บนผิวหนังตามตำแหน่งเส้นลมปราณโดยไม่ต้องเลื่อนแก้วใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีแล้วจึงนำแก้วออกเพื่อรักษาอาการปวดจากความเย็นปวดจากร่างกายเสียสมดุลหรือปวดเฉพาะที่ในระดับค่อนข้างลึก 2. การครอบแก้วแบบเคลื่อนไหวหรือการเดินถ้วย (โจ่วก้วน) โดยใช้น้ำมันสุมนไพรทาผิวหนังตำแหน่งที่จะทำการรักษาเพื่อให้เคลื่อนไหวแก้วได้โดยง่ายจากนั้นจึงนำแก้วครอบลงไปบนผิวหนังเคลื่อนย้ายแก้วในตำแหน่งขึ้น-ลงหรือซ้าย-ขวาจนกว่าผิวหนังจะมีสีแดงที่เกิดจากเลือดคั่งแล้วจึงนำแก้วออกเพื่อรักษาอาการปวดจากลมความชื้นและอาการชา 3. การครอบแก้วแบบดึงเร็ว (ส่านก้วน)หลังจากครอบแก้วลงบนผิวหนังแล้วจะดึงแก้วออกทันทีทำเช่นนี้ซ้ำหลายๆครั้งจนกว่าผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะเป็นสีแดงแล้วจึงหยุดใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดและชาที่ผิวหนังหรือสมรรถภาพทางร่างกายเสื่อมถอย 4.การครอบแก้วที่ประสานกับการใช้เข็มปลอดเชื้อ (ซื่อลั้วป๋าก้วน) คือการครอบแก้วที่มีการใช้เข็มร่วมด้วยแพทย์ฆ่าเชื้อผิวหนังตำแหน่งที่ต้องการครอบแก้วจากนั้นใช้เข็มปลอดเชื้อแทงสะกิดให้เลือดออกแล้วจึงครอบแก้วลงไปบนผิวหนังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาใช้รักษาโรคงูสวัดโรคไฟลามทุ่งฝีหนองที่เต้านมรวมถึงอาการปวดเมื่อยเคล็ดขัดยอก ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อน การครอบแก้วอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนได้แก่เกิดรอยแดงม่วงช้ำซึ่งถือเป็นอาการปกติสามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ไม่จำเป็นต้องรักษาผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมากคือการเกิดผิวหนังอักเสบซึ่งทางโรงพยาบาลได้ให้การป้องกันโดยใช้แก้วปลอดเชื้อและหลีกเลี่ยงการครอบแก้วในผู้ป่วยที่มีผิวหนังแพ้ง่ายอักเสบบวมน้ำหรือมีบาดแผลในบริเวณที่จะทำการรักษา การเตรียมตัวก่อนการรักษา ก่อนทำการครอบแก้วควรเตรียมตัวให้พร้อมโดยการรับประทานอาหารตามปกติควรรับประทานอาหารมาก่อนประมาณ 1-2 ชั่วโมงและไม่ควรรับประทานอาหารอิ่มจนเกินไปหากมีโรคประจำตัวสามารถรับประทานยาได้ตามปกติระหว่างการครอบแก้วผู้ป่วยจะรู้สึกตึงบริเวณผิวหนังที่ถูกครอบแก้วหากมีอาการปวดมากควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันที สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม คลินิกแพทย์แผนจีน โทร. 1715 ต่อ 201

การครอบแก้ว 2019-07-10T08:53:48+07:00

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)

2019-06-12T08:44:46+07:00

เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก เด็กๆจะผิวหนังแห้งคันมาก เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น อาหารบางอย่าง สภาพอากาศ สารเคมี การติดเชื้อ การเกา สามารถกระตุ้นให้ผื่นรุนแรงขึ้นได้การรักษา แนะนำให้รักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เมื่อผื่นกำเริบแนะนำมาพบแพทย์ เพื่อรับยารับประทาน, ยาทา รวมถึงการดูแลผิว การอาบน้ำ ที่เหมาะสมกับภาวะของผื่นที่พบข้อมูลโดย : พญ.ธัญลักษณ์ วิถีธนะวนิชกุมารแพทย์ เฉพาะทางโรงผิวหนังเด็ก รพ.เอกชัย 

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) 2019-06-12T08:44:46+07:00