Blog

//Blog

30+ ขึ้นไป ควรตรวจอะไรเพิ่ม

2019-08-14T09:22:36+07:00

Mammogram เต้านม  เป็นการตรวจทางรังสี สามารถเห็นจุดหินปูนในเต้านม หรือก้อนเนื้อขนาดเล็ก ซึ่งในบางครั้ง มะเร็งเต้านม อาจมีขนาดเล็กมาก คลำก็ไม่พบ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก  ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองปากมดลูกด้วยการตรวจภายใน ทุก 1 ปี แม้ว่าจะเคยหรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องทั้งหมด  ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป เป็นการตรวจดูอวัยวะในช่องท้องทั้งหมด เช่น ตับ ตับอ่อน ม้าม ถุงน้ำดี ไต มดลูก รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ ไส้ติ่ง เป็นต้น  ตรวจความหนาแน่นกระดูก  การตรวจหา โรคกระดูกพรุน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกเปราะและแตกหักง่ายโดยเฉพาะในผู้หญิง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงหรือสูญเสียแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก ผู้หญิงวัย  30 ปี ขึ้นไป ควรตรวจเช็คความหนาแน่นของกระดูกเพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพต่อไป

30+ ขึ้นไป ควรตรวจอะไรเพิ่ม 2019-08-14T09:22:36+07:00

การครอบแก้ว

2019-07-10T08:53:48+07:00

คือการใช้แก้วที่ถูกทำให้เกิดภาวะสูญญากาศ โดยอาศัยความร้อนครอบลงไปบนผิวหนังตำแหน่งที่ต้องการบำบัดโรคเพื่อกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย เนื่องจากศาสตร์ทางแพทย์แผนจีนนั้นเชื่อว่าโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆ มีสาเหตุมาจากร่างกายเกิดการสะสมของสารพิษมาเป็นระยะเวลานาน เมื่อนำแก้วที่ครอบออกสีผิวจะเปลี่ยนไปและมีรอยเกิดขึ้นนั่นหมายถึงเลือดเสียและสารพิษในร่างกายได้ถูกดูดออกมาที่บริเวณผิวหนังและจะถูกกำจัดในเวลาต่อมาโดยต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังนั่นเอง ในทางวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายหลักการของการครอบแก้วได้ว่า เมื่อกล้ามเนื้อตึงหดเกร็งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามจะทำให้เราเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อที่หดเกร็งนี่เอง จะไปบีบรัดให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆใต้ผิวหนังบริเวณนั้นไหลเวียนเลือดไม่สะดวกและเกิดเลือดคั่ง(bloodclot)ที่ส่วนปลายของเส้นเลือดฝอย การครอบแก้วใช้หลักการทางสุญญากาศดูดให้ผิวหนังตึงซึ่งจะทำให้เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ที่มีเลือดคั่งเหล่านั้น แตกออกเพื่อปรับความดันในเส้นเลือดฝอยเลือดที่เคยคั่งอยู่จะไหลไปอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เราเห็นเป็นรอยจ้ำแดงๆเลือดจากบริเวณอื่นก็จะไหลเวียนมาแทนที่ส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นรอยแดงเหล่านี้จะถูกร่างกายกำจัดออกผ่านกระบวนการกำจัดของเสีย ส่วนเส้นเลือดฝอยที่แตกนั้นร่างกายก็สามารถซ่อมแซมตัวเองได้เช่นกันหลังจากครอบแก้ว 5-7 วันรอยจ้ำรอยแดงเหล่านี้ก็จะค่อยๆหายไปในที่สุด การครอบแก้วมี4ประเภท 1. การครอบแก้วแบบครอบทิ้งไว้บนผิวหนังคือการครอบแก้วแบบคาทิ้งไว้บนผิวหนังตามตำแหน่งเส้นลมปราณโดยไม่ต้องเลื่อนแก้วใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีแล้วจึงนำแก้วออกเพื่อรักษาอาการปวดจากความเย็นปวดจากร่างกายเสียสมดุลหรือปวดเฉพาะที่ในระดับค่อนข้างลึก 2. การครอบแก้วแบบเคลื่อนไหวหรือการเดินถ้วย (โจ่วก้วน) โดยใช้น้ำมันสุมนไพรทาผิวหนังตำแหน่งที่จะทำการรักษาเพื่อให้เคลื่อนไหวแก้วได้โดยง่ายจากนั้นจึงนำแก้วครอบลงไปบนผิวหนังเคลื่อนย้ายแก้วในตำแหน่งขึ้น-ลงหรือซ้าย-ขวาจนกว่าผิวหนังจะมีสีแดงที่เกิดจากเลือดคั่งแล้วจึงนำแก้วออกเพื่อรักษาอาการปวดจากลมความชื้นและอาการชา 3. การครอบแก้วแบบดึงเร็ว (ส่านก้วน)หลังจากครอบแก้วลงบนผิวหนังแล้วจะดึงแก้วออกทันทีทำเช่นนี้ซ้ำหลายๆครั้งจนกว่าผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะเป็นสีแดงแล้วจึงหยุดใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดและชาที่ผิวหนังหรือสมรรถภาพทางร่างกายเสื่อมถอย 4.การครอบแก้วที่ประสานกับการใช้เข็มปลอดเชื้อ (ซื่อลั้วป๋าก้วน) คือการครอบแก้วที่มีการใช้เข็มร่วมด้วยแพทย์ฆ่าเชื้อผิวหนังตำแหน่งที่ต้องการครอบแก้วจากนั้นใช้เข็มปลอดเชื้อแทงสะกิดให้เลือดออกแล้วจึงครอบแก้วลงไปบนผิวหนังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาใช้รักษาโรคงูสวัดโรคไฟลามทุ่งฝีหนองที่เต้านมรวมถึงอาการปวดเมื่อยเคล็ดขัดยอก ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อน การครอบแก้วอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนได้แก่เกิดรอยแดงม่วงช้ำซึ่งถือเป็นอาการปกติสามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ไม่จำเป็นต้องรักษาผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมากคือการเกิดผิวหนังอักเสบซึ่งทางโรงพยาบาลได้ให้การป้องกันโดยใช้แก้วปลอดเชื้อและหลีกเลี่ยงการครอบแก้วในผู้ป่วยที่มีผิวหนังแพ้ง่ายอักเสบบวมน้ำหรือมีบาดแผลในบริเวณที่จะทำการรักษา การเตรียมตัวก่อนการรักษา ก่อนทำการครอบแก้วควรเตรียมตัวให้พร้อมโดยการรับประทานอาหารตามปกติควรรับประทานอาหารมาก่อนประมาณ 1-2 ชั่วโมงและไม่ควรรับประทานอาหารอิ่มจนเกินไปหากมีโรคประจำตัวสามารถรับประทานยาได้ตามปกติระหว่างการครอบแก้วผู้ป่วยจะรู้สึกตึงบริเวณผิวหนังที่ถูกครอบแก้วหากมีอาการปวดมากควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันที สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม คลินิกแพทย์แผนจีน โทร. 1715 ต่อ 201

การครอบแก้ว 2019-07-10T08:53:48+07:00

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)

2019-06-12T08:44:46+07:00

เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก เด็กๆจะผิวหนังแห้งคันมาก เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น อาหารบางอย่าง สภาพอากาศ สารเคมี การติดเชื้อ การเกา สามารถกระตุ้นให้ผื่นรุนแรงขึ้นได้การรักษา แนะนำให้รักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เมื่อผื่นกำเริบแนะนำมาพบแพทย์ เพื่อรับยารับประทาน, ยาทา รวมถึงการดูแลผิว การอาบน้ำ ที่เหมาะสมกับภาวะของผื่นที่พบข้อมูลโดย : พญ.ธัญลักษณ์ วิถีธนะวนิชกุมารแพทย์ เฉพาะทางโรงผิวหนังเด็ก รพ.เอกชัย 

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) 2019-06-12T08:44:46+07:00

3 เทคนิค การนับลูกดิ้น

2019-06-05T11:58:37+07:00

การดิ้นของลูก คือ การเตะ กระทุ้ง หมุนตัว โก่งตัว โดยไม่รวมการตอด สะอึก ขยับหรือยืดตัว และการดิ้น ต่อเนื่องเป็นชุดนั้น จะนับเป็น  1 ครั้ง โดยจะนับลูกดิ้นตั้งแต่อายุครรภ์ 24 สัปดาห์ เป็นต้นไป 1.ไม่เจาะจงเวลา เลือกช่วงเวลาที่สะดวกในทุกวัน ไม่กำหนดระยะเวลา โดยนับลูกดิ้นให้ครบ 10 ครั้ง และบันทึกเวลาเริ่มและครบในทุกวัน ปกติจะครบภายใน 4 ชั่วโมง 2.เวลาเดียวกันในทุกวัน โดยกำหนด 1 ชั่วโมงเท่ากันทุกวัน และนับจำนวนครั้ง พร้อมบันทึกโดยปกติจะต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้ง 3.หลังอาหาร 3 มื้อ หลังรับประทานอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง เช้า / กลางวัน / เย็น พร้อมบันทึกจำนวนครั้งของทุกมื้อ รวมทุกวัน ซึ่งปกติจะดิ้นรวมมากกว่า 10 ครั้ง/วัน *** เมื่อคุณแม่พบว่าลูกดิ้นผิดปกติ ดิ้นน้อยลง [...]

3 เทคนิค การนับลูกดิ้น 2019-06-05T11:58:37+07:00

ออฟฟิศซินโดรม

2019-05-29T09:33:38+07:00

ออฟฟิศซินโดรม(Office syndrome) คือกลุ่มอาการปวดบริเวณหลัง ปวดคอ ปวดบ่าทั้งสองข้าง ปวดร้าวไปบริเวณศีรษะ ชาฝ่ามือ และนิ้วล็อก อาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ไม่ขยับ จึงทำให้มีอาการปวดเรื้อรังหรือชาบริเวณมือ ซึ่งโรคออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคยอดฮิตของกลุ่มคนในวัยทำงาน เพราะมนุษย์ออฟฟิศส่วนมาก จะนั่งทำงานประมาณ 6- 8 ชม. จึงทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก การฝังเข็มจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา สำหรับผู้ที่ต้องหลีกเลี่ยงการทานยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งมีการยืนยันจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นการรักษาที่ปลอดภัย ได้ผลดี และไม่มีผลข้างเคียงที่อันตราย โดยแพทย์จะทำการฝังเข็มเข้าไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เกิดอาการ ร่วมกับการกระตุ้นไฟฟ้า เพื่อสลายพังผืด จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ดีขึ้น เพราะการฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดี ลดอาการปวด ตึง สลายเลือดที่คั่ง ทำให้รู้สึกโล่งสบาย และดีขึ้นตามลำดับ การป้องกันการเกิดออฟฟิศซินโดรม 1.ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ปรับเก้าอี้ให้อยู่ในท่าที่นั่งสบาย ปรับจอให้อยู่ในระดับสายตา 2.ขยับอิริยาบทต่างๆ ยืดเหยียดบ่อยๆ 3.หมั่นพักสายตาจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หมั่นกระพริบตาบ่อยๆ ซึ่งเป็นการพักสายตาและบริหารดวงตาได้เป็นอย่างดี

ออฟฟิศซินโดรม 2019-05-29T09:33:38+07:00

การสร้างวินัยเชิงบวก

2019-05-29T09:34:40+07:00

การสร้างวินัยเชิงบวกการที่เด็กเจริญเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ รู้หน้าที่ ความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัวและสังคมการที่เด็กคนหนึ่งสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียนได้นั้น เด็กต้องมีความเข้มแข็งทางจิตใจพอสมควรที่จะควบคุมตนเอง มีความยับยั้งชั่งใจ ที่จะไม่ตามใจตนเองให้ไม่ฝืนระเบียบ กฎเกณฑ์ของสังคมนั้นๆ โดยทั่วไปแล้วเมื่อกล่าวถึงการสร้างระเบียบวินัย ไม่จำเป็นต้องใช้การลงโทษเสมอไป การที่ผู้ปกครองยืนยันอย่างหนักแน่น ไม่เกรี้ยวกราด ไม่ใช้อารมณ์รุนแรง หรือลงโทษ ผู้ปกครองที่เข้าใจพัฒนาการหรือทักษะที่เด็กในแต่ละวัยสามารถทำได้ พื้นฐานอารมณ์ของเด็ก และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กและผู้ปกครอง การฝึกเด็กนั้นควรเริ่มที่ 1-2 กิจกรรมที่ต้องการ โดยเริ่มจากกิจกรรมที่ง่ายก่อน เพื่อให้เด็กได้มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น และค่อยๆพัฒนาให้คล่องแคล่วมากขึ้น สาเหตุที่ทำให้เด็กขาดวินัย ปัจจัยธรรมชาติจากตัวเด็กเอง เช่น การที่เด็ก เหนื่อย หิว อ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือเจ็บป่วย ภาวะเหล่าเด็กมักจะร้องไห้ งอแง หงุดหงิด โมโหร้าย ผู้ปกครองไม่ควรเอามาเป็นอารมณ์และควรดูแลเอาใจใส่ เช่น พาเด็กเข้านอน หาอาหารให้กิน ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ หรือ พาไปพบแพทย์เมื่อไม่สบาย ไม่ควรมาฝึกวินัยกันในช่วงนี้ ปัจจัยครอบครัว ผู้ปกครองที่ขาดวินัย ติดเหล้าหรือยาเสพติด ครอบครัวแตกแยก มีความก้าวร้าวรุนแรงภายในครอบครัวนั้น ย่อมจะขาดความสามารถในการเอาใจใส่ การฝึกระเบียบวินัยเบื้องต้นที่ผู้ปกครองสามารถทำได้ดังนี้ ทักษะสังคม การกล่าวสวัสดีทักทาย ไปมา [...]

การสร้างวินัยเชิงบวก 2019-05-29T09:34:40+07:00

นวดทุยหนา

2019-05-29T09:35:20+07:00

นวดทุยหนา เป็นการรักษาโรคอย่างหนึ่งของแพทย์แผนจีน ซึ่งจะมีวิธีการนวด คือ การนวดโดยเฉพาะในจุดตำแหน่งบนร่างกายหรือขยับร่างกายบางส่วนในการป้องกัน รักษาโรค และบำรุงสุขภาพ จะใช้มือในการรักษาเป็นหลัก เช่น การบีบ การคลึง การยืดเหยียด การดึง การดัด เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่สะดวกและทำง่าย ไม่ต้องรับประทานยา ไม่มีผลข้างเคียง และได้รับผลการรักษาที่ค่อนข้างดี ใช้ได้ในขอบเขตที่กว้างขวาง วิธีการนวดทุยหนา มีมาตรฐานและเทคนิคที่จำเป็น ต้องใช้แรงนวดให้สม่ำเสมอ มีพลัง ละมุนและลุ่มลึก เพื่อกระตุ้นให้เส้นเลือดลมฟื้นฟูสมรรถนะการทำงานให้เป็นปกติ จะช่วยให้ป้องกันและรักษาโรคได้ โรคที่เหมาะแก่การนวดทุยหนา ได้แก่ ไมเกรน, ปวดหัว, ปวดต้นคอ, ปวดเอว, ปวดเข่า และหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นต้น

นวดทุยหนา 2019-05-29T09:35:20+07:00

การตรวจคัดกรองสุขภาพตา

2019-05-29T09:48:01+07:00

การตรวจคัดกรองสุขภาพตา หากจะนับอวัยวะในร่างกาย ที่ทำงานหนักมากที่สุด อันดับต้นๆ คงไม่พ้นดวงตา เพราะตั้งแต่ตื่น จนหลับ “ตา” จะทำหน้าที่ตลอดเวลา ไม่ได้พักผ่อน โดยกว่าร้อยละ 80 ของสิ่งที่เราเรียนรู้ในชีวิต ก็มาจากการมองเห็นด้วยตาทั้งสิ้น แต่คนทั่วไป มักไม่ให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพตา แต่จะให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพร่างกายเสียมากกว่า ทั้งๆที่ "ตา" เป็นส่วนที่สัมพันธ์กับภายนอก ได้รับการถูกกระทบได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ มือถือ อ่านหนังสือ แสงแดด ฝุ่น สารเคมี หรือจากพันธุกรรมที่ส่งผลต่อตา เช่น ต้อหิน การตรวจสุขภาพตา จะช่วยค้นหาโรคทางตาที่พบได้บ่อย โรคทางตาในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาสาเหตุที่อาจนำไปสู่การสูญเสียสายตาทั้งชั่วคราวและถาวรได้ ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพตา การตรวจพบปัญหาทางสายตา เมื่อได้รับการแก้ไข จะทำให้การมองเห็นดีขึ้น การตรวจพบโรคทางตา ในระยะเริ่มแรกแนวโน้มการรักษาให้หายจะเป็นไปได้ง่ายขึ้น การตรวจตาช่วยให้พบโรคทางกายได้ การตรวจตาในโรคทางกายบางอย่างสามารถช่วยยืนยัน การวินิจฉัยโรคได้ ความผิดปกติของสมองบางอย่างสามารถตรวจดูที่ขั้วประสาทตาโดยตรงจากการตรวจตาได้ ผู้ที่ควรตรวจสุขภาพตา คนทุกเพศ ทุกวัย สามารถมาตรวจสุขภาพตาได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการผิดปกติทางตาชัดเจน เช่น มีอาการตามัว ตาแดง ปวดตา มองภาพไม่ชัด มองภาพผิดปกติ [...]

การตรวจคัดกรองสุขภาพตา 2019-05-29T09:48:01+07:00

NIPT Non-Invasive Prenatal Testing

2019-06-19T09:58:01+07:00

การตรวจ NIFTY (นิฟตี้) Non-Invasive Fetal TrisomY Test เป็นการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมของทารกในครรภ์ จากเลือดมารดา โดยสามารถหาความเสี่ยงการเกิดดาวน์ซินโดรม หรือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมอื่นๆ โรคที่สามารถตรวจคัดกรองได้จากการตรวจ NIPT กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome)เป็นกลุ่มอาการที่มีโครโมโซม Trisomy 21 ผิดปกติ กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด (Edward Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่มีโครโมโซม Trisomy 18 ผิดปกติ กลุ่มอาการพาทู (Patau Syndrome)เป็นกลุ่มอาการที่มีโครโมโซม Trisomy 13 ผิดปกติ Sex chromosome aneuploidy ความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมเพศและเพศของทารกในครรภ์ Microdeletions ความผิดปกติที่เกิดจากการขาดหายไปบางส่วนของโครโมโซม ซึ่งสัมพันธ์กับโรคหัวใจแต่กำเนิด Genome-wide aneuploidy detection ความผิดปกติของจำนวนโครโมโซมคู่อื่นๆ อีก 19 คู่ มารดาที่ควรตรวจ NIPT มารดาตั้งครรภ์ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป มารดาตั้งครรภ์ที่ครอบครัวมีประวัติโครโมโซมผิดปกติ มารดาตั้งครรภ์ที่ทำอัลต้ราซาวด์ แล้วสงสัยว่าจะมีโครโมโซมผิดปกติ สามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ [...]

NIPT Non-Invasive Prenatal Testing 2019-06-19T09:58:01+07:00

นิ้วล็อค (Trigger Finger)

2019-07-05T09:59:06+07:00

นิ้วล็อคในภาษาอังกฤษเรียกว่า Trigger Finger อาการเริ่มแรกจะมีอาการปวดโคนนิ้วมือ เวลากดจะรู้สึกเจ็บ ระยะต่อมาจะรู้สึกว่านิ้วมีการสะดุด (Triggering) เวลา งอ หรือ เหยียด ถ้ามีอาการมากขึ้นจะมีอาการนิ้วล็อคไม่สามารถเหยียดมือเองได้ ต้องใช้มืออีกข้างมาดึงเหยียดออก เวลางอ หรือ เหยียดจะมีเสียงเหมือนการง้างไกรปืน แพทย์ศัลยกรรมกระดูกส่วนใหญ่จะบอกผู้ป่วยที่เป็นโรคนิ้วล็อคว่า เป็นโรคปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ, การอักเสบของพังผืด หรือเส้นเอ็นอักเสบ คำเหล่านี้มักไม่ค่อยจะสื่อความหมายให้กับผู้ป่วยชัดเจนนัก ดังนั้นแพทย์จึงมักจะใช้คำว่า "นิ้วล็อค" ซึ่งเป็นคำทับศัพท์ที่มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Locked Finger ทำให้คนไทย เข้าใจและรู้จักโรคนิ้วล็อคได้ดีมากขึ้น วิธีการรักษาโรคนิ้วล็อค แบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ วิธีที่ 1 การรักษาโดยการฉีดยา การรักษานิ้วล็อค ในผู้ป่วยที่เป็นตั้งแต่ระดับที่ 1 – 3 จะแนะนำให้ฉีดยา สเตียรอยด์เฉพาะที่ จะได้ผลดี และหายกว่าร้อยละ 60 ขึ้นไป ในรายงานบางแห่งได้ผลดีและหายถึงกว่าร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 30 - 40 อาการล็อคจะกลับมาเป็นอีกได้ [...]

นิ้วล็อค (Trigger Finger) 2019-07-05T09:59:06+07:00