ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) คืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา
ไข้หวัดใหญ่คือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) มีอาการไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา พบได้ทุกช่วงอายุ แต่กลุ่มที่เสี่ยงต่ออาการรุนแรงและเสียชีวิตมากที่สุดคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีเป็นวิธีป้องกันที่ได้ผลดีที่สุด
ในปี 2569 ประเทศไทยพบแนวโน้มผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงกว่าปีก่อนหน้า โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือเด็กวัย 5-9 ปี รองลงมาคือเด็กเล็กและวัยเรียน ขณะที่การเสียชีวิตยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว
ไข้หวัดใหญ่คืออะไร
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ซึ่งแบ่งเป็นชนิดหลักที่ระบาดในคน ได้แก่ ชนิด A (เช่น สายพันธุ์ย่อย H3N2, H1N1) และชนิด B เชื้อจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจตั้งแต่จมูกและลำคอ และอาจลุกลามลงไปที่ปอดได้ในรายที่มีอาการรุนแรง ต่างจากไข้หวัดธรรมดา (Common cold) ตรงที่อาการของไข้หวัดใหญ่จะเกิดขึ้นเร็วและรุนแรงกว่าอย่างชัดเจน
ไข้หวัดใหญ่ติดต่อกันได้อย่างไร
เชื้อไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายได้ง่ายผ่าน 3 ช่องทางหลัก:
- ละอองฝอยจากการไอหรือจาม เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผู้อื่นผ่านเยื่อบุตา จมูก และปาก
- การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ ลูกบิดประตู หรือโทรศัพท์ร่วมกัน
- มือสัมผัสเชื้อแล้วนำไปขยี้ตาหรือเข้าปาก
ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนเริ่มมีอาการ ไปจนถึง 5-7 วันหลังมีอาการ ส่วนในเด็กเล็กอาจแพร่เชื้อได้นานกว่านั้น คือเริ่มแพร่เชื้อได้ก่อนแสดงอาการหลายวัน และแพร่ต่อเนื่องได้นานถึง 10 วัน
อาการไข้หวัดใหญ่ เป็นอย่างไร
ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ระยะฟักตัวเฉลี่ย 1-4 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้:
- ไข้สูงฉับพลัน 39-40 องศาเซลเซียส
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ โดยเฉพาะแขนขา
- อ่อนเพลียอย่างฉับพลัน เบื่ออาหาร คลื่นไส้
- เจ็บคอ คอแดง มีน้ำมูกใส ไอแห้ง
- อาจมีอาการตาแดง คัดจมูก อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย
โดยทั่วไปไข้จะเป็นอยู่ 2-4 วันแล้วค่อยๆ ลดลง อาการคัดจมูกและแสบคออาจอยู่ต่อได้ และส่วนใหญ่จะหายภายใน 1 สัปดาห์
ไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรง
พบมากในผู้ที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายระบบ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ) เยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ (ปวดศีรษะรุนแรง ซึมลง) และหลอดลมอักเสบหรือปอดบวม (แน่นหน้าอก หายใจลำบาก) สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากภาวะปอดบวมแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคประจำตัวอยู่แล้ว
การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่
แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาด และอาจยืนยันด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจหาแอนติเจนอย่างรวดเร็ว (Rapid Antigen Test) และการตรวจด้วยวิธี PCR ซึ่งมีความแม่นยำสูงและใช้เวลาไม่นาน
วิธีรักษาไข้หวัดใหญ่
ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้ตามแนวทางนี้:
- พักผ่อนให้เพียงพอ งดออกกำลังกายจนกว่าจะหายดี
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เช่น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำซุป หรือเกลือแร่ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- ลดไข้ด้วยยาพาราเซตามอล ห้ามใช้แอสไพรินในผู้ที่อายุน้อยกว่า 16 ปี เพราะเสี่ยงต่อ Reye’s syndrome
- ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัส ยกเว้นแพทย์วินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
- บรรเทาอาการคัดจมูก ด้วยการสูดไอน้ำอุ่น หรือใช้น้ำเกลือล้างจมูก
- ป้องกันการแพร่เชื้อ ล้างมือบ่อยๆ ใช้ผ้าปิดปากเมื่อไอหรือจาม และหลีกเลี่ยงที่ชุมชนในช่วงมีอาการ
ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่
ในกรณีที่แพทย์พิจารณาให้ยาต้านไวรัส ยาหลักที่ใช้ในปัจจุบันคือกลุ่มยับยั้งเอนไซม์ neuraminidase ได้แก่ Oseltamivir, Zanamivir และ Peramivir ซึ่งครอบคลุมทั้งไวรัสชนิด A และ B รวมถึงยากลุ่มใหม่ Baloxavir marboxil ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสในกลไกที่ต่างออกไป
การให้ยาต้านไวรัสจะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 48 ชั่วโมงแรก หลังเริ่มมีอาการ ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาป่วยได้ ทั้งนี้การใช้ยาต้านไวรัสต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น
หมายเหตุทางการแพทย์: ยากลุ่มเก่าอย่าง Amantadine และ Rimantadine ไม่แนะนำให้ใช้แล้วในปัจจุบัน เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในปัจจุบันดื้อยากลุ่มนี้ในอัตราสูงมาก
เมื่อไรควรพบแพทย์
ในเด็ก ควรพบแพทย์เมื่อ
- ไข้สูงต่อเนื่อง แม้ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
- หายใจหอบหรือหายใจลำบาก
- มีอาการนานกว่า 7 วัน
- ผิวมีสีคล้ำผิดปกติ
- ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้น้อยลงมาก
- ซึมลง ไม่เล่น หรือไข้ลดแต่ยังหายใจหอบ
ในผู้ใหญ่ ควรพบแพทย์เมื่อ
- ไข้สูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- หายใจลำบากหรือหายใจหอบ
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก
- หน้ามืด เป็นลม หรือสับสน
- อาเจียนจนรับประทานอาหารไม่ได้
อาการที่ต้องเข้าโรงพยาบาลทันที
- มีภาวะขาดน้ำ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
- ไอมีเสมหะปนเลือด
- หายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย
- ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
- ไข้สูงมากจนซึมหรือเพ้อ
- มีไข้และไอกลับมาใหม่หลังจากอาการไข้หวัดใหญ่ดีขึ้นแล้ว (อาจบ่งชี้ภาวะแทรกซ้อน)
โดยทั่วไปผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ไข้ลดภายใน 7 วัน แต่อาการอ่อนเพลียอาจอยู่ต่อได้ 1-2 สัปดาห์
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มต่อไปนี้มีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงสูงกว่าคนทั่วไป และควรพบแพทย์ทันทีที่เริ่มมีอาการไข้หวัดใหญ่:
- ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
- เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
- หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน หอบหืด หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
- ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างเคมีบำบัด
- ผู้ที่มีภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กก. หรือ BMI มากกว่า 35 กก./ตร.ม.)
- ผู้พักอาศัยในสถานเลี้ยงดูผู้สูงอายุ
การป้องกันไข้หวัดใหญ่
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปากหรือขยี้ตาโดยไม่จำเป็น
- ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย
- พักอยู่บ้านเมื่อมีอาการป่วย เพื่อลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
- ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดเมื่อไรดี และใครควรฉีด
การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีคือวิธีป้องกันที่ได้ผลดีที่สุด เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงปรับปรุงคำแนะนำสายพันธุ์ที่ใช้ผลิตวัคซีนใหม่ทุกปีให้สอดคล้องกับเชื้อที่กำลังระบาด วัคซีนจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันได้ผลหลังฉีดประมาณ 2 สัปดาห์
กลุ่มที่ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นลำดับแรก:
- ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
- เด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึงต่ำกว่า 5 ปี
- หญิงตั้งครรภ์ (แนะนำช่วงอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ แต่สามารถฉีดได้ตลอดการตั้งครรภ์)
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย เบาหวาน และผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างเคมีบำบัด
- ผู้ที่มีภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กก. หรือ BMI มากกว่า 35 กก./ตร.ม.)
- ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
- ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ และผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
ในแต่ละปีหน่วยงานสาธารณสุขมักเปิดให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนฟรีในช่วงก่อนฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว (ราวเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม) ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่การระบาดจะสูงขึ้น ผู้ที่สนใจฉีดวัคซีนนอกกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลได้ตลอดทั้งปี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ (FAQ)
ไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร ไข้หวัดใหญ่มีอาการรุนแรงและเกิดเร็วกว่าไข้หวัดธรรมดาอย่างชัดเจน ไข้จะสูงกว่า (39-40°C) ปวดศีรษะและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง อ่อนเพลียแบบฉับพลัน ขณะที่ไข้หวัดธรรมดามักมีอาการค่อยเป็นค่อยไปและไข้ไม่สูงมาก
ไข้หวัดใหญ่หายเองได้ไหม ใช้เวลากี่วัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ไข้ลดภายใน 7 วัน แต่อาการอ่อนเพลียและไอแห้งอาจอยู่ต่อได้อีก 1-2 สัปดาห์
ใครควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นพิเศษ กลุ่มเสี่ยงหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (หัวใจ ปอด ไต เบาหวาน) ผู้มีภาวะอ้วนรุนแรง และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ไข้หวัดใหญ่ติดต่อกันได้อย่างไร ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอจาม การสัมผัสสิ่งของปนเปื้อนเชื้อแล้วสัมผัสหน้า ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการจนถึง 5-7 วันหลังมีอาการ
อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล หายใจลำบาก เจ็บหรือแน่นหน้าอก ริมฝีปากเขียวคล้ำ ซึมสับสน ไข้สูงมากไม่ลด หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรไปโรงพยาบาลทันที
บทความนี้จัดทำโดยโรงพยาบาลเอกชัย เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปด้านสุขภาพ ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีอาการหรือข้อสงสัย กรุณาปรึกษาแพทย์หรือติดต่อโรงพยาบาลเอกชัย โทร. 034-417-999 หรือสายด่วน 1715
อัปเดตล่าสุด: 21 กันยายน 2569

