fbpx

โรคโลหิตจาง หรือภาวะซีดในเด็ก

โรคโลหิตจาง หรือภาวะซีดในเด็ก

โรคโลหิตจาง หรือภาวะซีดในเด็ก

จะสังเกตได้อย่างไรว่าเด็กซีด ดูขาวเลือดไม่เข้มหรือดูซีด สังเกตจากกิจกรรมของเด็กๆ มีความซนเหมือนปกติไหม?
เด็กบางคน เขาดูไม่ร่าเริง ไม่เล่นไม่ซน ทำกิจกรรมต่างๆน้อย อันนี้ต้องแยกให้ดีว่า เป็นเพราะว่า เขาดูเป็นเด็กเรียบร้อย หรือจริงๆเป็นเพราะว่า เขามีโรคซีดหรือระดับเลือดน้อย

เด็กที่มีโลหิตจางจะเกิดปัญหาสุขภาพอย่างไร?

เด็กที่มีโรคโลหิตจาง หรือมีระดับเลือดแดงน้อย หรือที่เรียกว่าเด็กซีด อาจจะมีผลกระทบ ในเรื่องของ

  1. ด้านการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าเด็กคนอื่น ปัญหาสุขภาพกาย อาจจะทำให้ส่งผลกระทบถึงความสามารถในชีวิตได้
  2. ด้านการทำกิจกรรม จะน้อยกว่าเด็กคนอื่นเพราะแข็งแรงน้อยกว่า
  3. ด้านการเรียนรู้หากเด็กไม่ยอมเล่น หรือเพิ่มทักษะการเรียนรู้ก็อาจจะทำให้มีพัฒนาการที่ช้า

โลหิตจางในเด็กเกิดจากสาเหตุอะไร?

สาเหตุหลักจะมีอยู่ 3 กรณี

  1. การสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกายมีน้อยเกินไป เม็ดเลือดแดงนั้นสำคัญในการนำสิ่งมีประโยชน์สู่ร่างกาย นำออกซิเจนไปเลี้ยง
    ไปเลี้ยงเซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์หัวใจ เซลล์สำคัญในร่างกายอื่นๆ ถ้าเม็ดเลือดแดงสร้างน้อยเพราะขาดสารอาหาร ก็จะมีผลทำให้ซีด
  2. เม็ดเลือดแดงในร่างกาย ถูกทำลายโดยโรคต่างๆ เช่นมีโรคของเม็ดเลือดแดงผิดปกติ พันธุกรรมเม็ดเลือดแดงผิดปกติ โรคธาลัสซีเมีย หรือการได้รับยีนธาลัสซีเมียจากพ่อแม่ ทำให้เม็ดเลือดแดงสลายตัวง่าย ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอที่จะนำออกซิเจนหรือสิ่งดีๆ ไปเลี้ยงสุขภาพของเด็ก
  3. ต้นกำเนิดเม็ดเลือดแดง (Stem cell) มีน้อย ที่พบบ่อยที่พบบ่อยจะเป็นกลุ่มที่ไขกระดูกไม่ทำงาน หรือไขกระดูกฝ่อ

สาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากอะไรบ้าง?

1. ภาวะขาดสารอาหารธาตเหล็ก

ซึ่งเป็นปัญหาของเด็กทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตของเด็กนั้นรวดเร็วการกินอาหารต่างๆบางที่ยังกินไม่เก่งเท่าเด็กโต หรือผู้ใหญ่
ทำให้ความต้องการสารอาหารต่างๆ มีความต้องการมาก ร่างกายเติบโตและพัฒนาเร็ว ปัจจัยที่ทำให้ขาดธาตุเหล็กคือ อาหารมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอบางทีเด็กทานแต่นมอย่างเดียว ได้แคลเซียมแต่ธาตุเหล็กนั้นมีน้อย
ธาตุเหล็กมีมากในไข่แดง ในตับ ในเนื้อสัตว์ ซึ่งเด็กหลายคนยังไม่สามารถกินได้ก็เลยทำให้ปัญหาการขาดธาตุเหล็กนั้น พบได้บ่อยมากทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย

2. ภาวะพันธุกรรมโรคธาลัสซีเมีย

โรคกลุ่มนี้เป็นโรคที่พบบ่อย เนื่องจากคนไทยมีรภาวะแฝงโรคธาลัสซีเมียทำให้เม็ดเลือดแดงบกพร่อง มีการสร้างเม็ดเลือดแดงไม่สมบูรณ์แบบ แล้วทำให้เม็ดลเลือดแดงนั้นไม่มีเสถียรภาพและแตกตัวง่าย เด็กกลุ่มนี้มักจะไม่ขาดธาตุเหล็ก
ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้เยอะ แต่พอเม็ดเลือดแดงแตกมากๆ มันไปทำลาย ในม้าม ในตับ ทำให้เด็กกลุ่มนี้ มีความซีด และตัวเหลือง และมีม้ามมีตับโต ความซีดมากๆ เรื้อรังทำให้เด็กกลุ่มนี้ ตัวเตี้ย การเจริญเติบโตไม่ดี ถ้าซีดมากๆ
จะมีผลกระทบต่อการทำงานหัวใจ

ผู้ปกครองจะแก้ไขหรือป้องกันได้อย่างไร? ไม่ให้เด็กมีภาวะซีด

ถ้าในกรณีภาวะซีดเกิดจากการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือเด็กบางคนมีโรคเลือด ที่เลือดออกง่ายแล้วเสียเลือดเรื้อรัง การได้สารอาหารไม่เพียงพอ ต้องพยายามให้ได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงขึ้น อาหารที่มีธาตเหล็กสูง เช่นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่แดง ตับ ก้อนเลือดสุก และผักใบเขียวเป็นต้น
เด็กที่อายุเกิน 6 เดือน หรือ 1 ปี แล้วแต่ยังทานนมบริมาณมากจนอิ่มท้อง เมื่ออิ่มแล้ว จะทานอาหารพวกกลุ่มเนื้อสัตว์ หรือกลุ่มอื่นก็จะยาก ผู้ปกครองที่ดูแลควรแบ่งสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม ให้ได้สารอาหารครบถ้วน

เด็กที่มีภาวะโลหิตจางจะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งถ้ามีอาการซีดมาก แนะนำให้ทานยาน้ำธาตุเหล็กเสริม การขาดธาตุเหล็กนั้น จะมีผลกระทบกับพัฒนาการทางสมอง และสมรรถภาพในการเรียนด้วย นอกเหนือจากความซีด เด็กที่มีภาวะโลหิตจางธาลัสซีเมีย เด็กที่ป่วยเป็นโรคกำเนิดจากพ่อแม่ที่มียีนส์แฝง โดยพ่อแม่ไม่แสดงอาการ ท่านไม่ได้ป่วย ไม่ได้ซีด เพียงแต่ว่ายีนส์นี้มันซ่อนอยู่ คนไทยมียีนส์แฝงร้อยละ 30-40 หรือคือ 1 ใน 3 ของคนไทย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์โรคธาสซีเมีย โดยการตรวจ ก่อนแต่งงาน ตรวจก่อนการตั้งครรภ์ ปรึกษากุมารแพทย์ ที่จะวิเคราะห์เลือดของท่านว่า ท่านมีภาวะแฝงหรือธาลัสซีเมียหรือไม่ ถ้าพ่อแม่มียีนส์แฝงชนิดเดียวกัน ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์ ป้องกัน เพื่อไม่ให้บุตรที่เกิดใหม่นั้น ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย

การรักษาหากเป็นโรคธาลัสซีเมีย

  1. ชนิดไม่รุนแรง สามารถรักษาโดยการให้ทานยาบำรุงเลือด
  2. ชนิดมีความรุนแรงปานกลาง จะรักษาโดยการให้เลือดทดแทนและทานยาบำรุงเลือด
  3. ชนิดรุนแรง ช่วยโดยการให้เลือดทดแทนทุกเดือนทานยาบำรุงเลือด หรือการรักษาโดยการปลูกถ่ายไขกระดูกสันหลัง

ติดต่อสอบถาม : ศูนย์กุมารเวช

โทร.(034)417-999 ต่อ 9221, 9222 สายด่วน 1715

2024-02-05T09:31:03+07:00

Title

Go to Top