ภาวะตาเขคือ สภาวะที่ลูกตาทั้งสองข้างทำงานไม่สอดประสานกัน ส่งผลให้ตาทั้งสองไม่ได้จ้องมองวัตถุเดียวกันในเวลาที่พร้อมกัน โดยผู้ป่วยจะใช้ตาข้างที่ปกติเพียงข้างเดียวในการจ้องมองวัตถุ และตาข้างที่เขจะไม่ถูกใช้งานหรือจ้องมองวัตถุอื่นแทน

ตาเขสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบดังนี้

  1. ตาเขเข้าใน คือภาวะที่ตาดำของผู้ป่วยเขเข้าหาจมูกของตนเอง (รูปที่ 2)
  2. ตาเขออกนอก คือภาวะที่ตาดำของผู้ป่วยเขออกจากจมูกของตนเอง (รูปที่ 3)
  3. ตาเขขึ้นบนหรือลงล่าง คือภาวะที่ตาดำของผู้ป่วยเขขึ้นบนหรือลงล่าง (รูปที่ 4 และ 5)

ภาวะตาเข เป็นภาวะที่สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีสาเหตุได้หลากหลายเช่น จากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง โรคทางระบบประสาทและสมอง โรคตาไทรอยด์ โรคความผิดปกติของตัวกล้ามเนื้อตาที่ควบคุมการกลอกตา ภาวะค่าสายตาผิดปกติ หรืออาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุ

ผลเสียของภาวะตาเขในเด็ก

  • เกิดภาวะตาขี้เกียจจากภาวะตาเข
  • สูญเสียการมองเห็นภาพสามมิติ
  • มีอาการล้าตา
  • อาจมีอาการคอเอียงหรือหันศีรษะ และส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ
  • อาจมีปัญหาในการเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อนและอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสังคมในช่วงวัยเด็กได้

ผลเสียของภาวะตาเขในผู้ใหญ่

  • มองเห็นภาพซ้อนเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ
  • มีอาการล้าตา
  • มีอาการเอียงศีรษะ ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพของผู้ป่วย

การรักษาภาวะตาเขสามารถรักษาได้หลากหลายวิธี ได้แก่

  1. การสวมแว่น
  2. การรับประทานยา
  3. การฝึกฝนกล้ามเนื้อตา
  4. การฉีดโบท็อกซ์
  5. การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตา

โดยจักษุแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับชนิดของตาเขแต่ละรูปแบบให้ผู้ป่วย

ผลดีจากการรักษาตาเข

  1. ผู้ป่วยสามารถใช้ตาทั้งสองข้างทำงานสอดประสานกัน ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นภาพสามมิติ และกำจัดอาการภาพซ้อน
  2. ลดอาการเอียงศีรษะหรือการหันหน้าของผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากตาเข
  3. แก้ไขภาวะตาขี้เกียจที่มีสาเหตุมาจากภาวะตาเข
  4. ลดอาการล้าตา
  5. ทำให้ผู้ป่วยมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น
  6. ส่งเสริมให้เด็กสามารถมีพัฒนาการทางสังคมที่สมวัย
  7. จำกัดอุปสรรคในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ตา หู คอ จมูก

นายแพทย์ปัญชรัช ปรีชาหาญ จักษุแพทย์ ความชำนาญพิเศษ :  จักษุวิทยาเด็ก และตาเข

โรงพยาบาลเอกชัย โทร. 1715 หรือ 034-417-999 ต่อ 277